Orange Scone สโคนผิวส้ม

ช่วงนี้กิจกรรมที่เชียงใหม่เยอะมากๆเลยค่ะ งานอีเว้นท์ต่างๆเพียบมีทุกซอกทุกซอยของเชียงใหม่เลย ข้อดีมันก็มีนะคะ ข้อเสียก็เยอะเช่นกัน ฮ่าฮ่าฮ่าๆข้อเสียสำหรับแพมก็คือรถติดและแพมอยากร่างไม่ได้ค่ะ อยากไปให้ครบทุกงานเลยเมื่อมีกิจกรรมเยอะอย่างนี้ แพมก็อดไม่ได้นะที่จะขอดึงตัวเองออกมาจากจุดที่ยุ่งๆสังคมที่วุ่นวายมานั่งเขียนบล็อกเงียบๆค่ะ ยิ่งเขียน รู้สึกมันยิ่งโล่งไปอีกและเหมือนใจมันจะพองโตใหญ่รู้สึกว่า

“ว้าว! โลกเรานิมันน่าอยู่ชะมัด”

วันนี้วันหยุดของแพมค่ะ จะว่าไปแพมก็ไม่มีงานประจำหรอก ความยุ่งของแต่ละวันเลยไม่เหมือนเอาเป็นว่าวันนี้งานน้อยกว่าวันอื่นๆละกันนอะ ฮี่ๆๆ เลยจะมาชวนทำสโคนอร่อยๆกันค่ะสโคนสูตรนี้แพมเพิ่งทำไปร่วมในคลาสขนมปังยีสต์ธรรมชาติครั้งที่ 3 ที่ Espressoman Studio กรุงเทพฯที่ผ่านมามาดๆนี้เองค่ะ  ตอนเอาไปเสริฟไม่มีแยมและครีมให้เขาอีก 555+คือต้องเข้าใจนิสนึงว่าอบมาจากเชียงใหม่เลยค่ะแต่สโคนสูตรนี้ขอบอกว่ากินเพียวๆก็อร่อยค่ะ เพราะมีความหวานจากเปลือกส้มเชื่อมไม่หวานจัด พอดิบพอดีถ้าใครไม่ชอบเปลือกส้มเชื่อมจะลองเปลี่ยนเป็นผลไม้อบแห้งชนิดอื่นๆก็ได้นะ เช่นแครนเบอรี่, ลูกเกด, กล้วยตาก, ลูกพรุนหรือไม่ใส่อะไรเลยก็ได้ค่ะ

สโคนกับบิสกิตต่างกันยังไง? Scone VS Biscuit

ขออธิบายง่ายๆตามประสาแพมนะคะ สโคนมาจากประเทศอังกฤษ ส่วนบิสกิตมาจากประเทศอเมริกา ทั้งสองตัวจัดว่าเป็นขนมที่มีหน้าตา ส่วนผสมและรสชาติคล้ายๆกันแต่ไม่ได้เหมือนกัน 100% สโคนของอังกฤษนั้นจะเน้นกินเป็นของหวาน(ถึงแม้ว่าตัวสโคนเองจะไม่ค่อยหวานมากก็ตาม) นิยมเสริฟคู่กับแยมโฮมเมดและ Clotted Cream และหน้าตาจะออกเป็นทรงกลม สูงเล็กน้อย ข้างบนตัวขนมจะทาด้วยไข่/ครีม/ไข่ผสมน้ำหรือน้ำ เป็นต้น  บางครั้งเราอาจจะเห็นสโคนมีผลไม้แห้งใส่เพิ่มลงไปด้วย เช่น เคอแรนด์,ลูกเกด,ส้มเชื่อม เป็นต้น  กินกับชาร้อนๆอร่อยมาก สไตล์ผู้ดีอังกฤษนอะ (ก็ยังไม่เคยไปอังกฤษเลยนะคะ ไม่แน่ใจว่าตอนนี้ผู้ดีที่นู้นเขายังนั่งกินสโคนกับชายามบ่ายอยู่รึเปล่า…)

ส่วนบิสกิต สัญชาติอเมริกัน มีรูปร่างลักษณะที่หลากหลายมาก ตั้งแต่ทรงกลมเหมือนสโคน,สามเหลี่ยม,สี่เหลี่ยมหรือแม้กระทั่งไม่มีทรง( Free form) บิสกิตแต่เดิมนิยมเสริฟคู่กับอาหารคาว รสชาดไม่หวานนำเหมือนสโคน แต่ปัจจุบันอาจจะเห็นบิสกิตในอเมริกาทั้งหวานและจืด ถ้าแพมไปอเมริกา แพมชอบกินบลูเบอรี่บิสกิตค่ะ ส่วนใหญ่ร้านเขาจะใช้บลูเบอรี่สดและรูปทรงของขนมจะออกแนวๆสามเหลี่ยม ข้างบนโรยด้วยน้ำตาลทรายแดง  ส่วนนิคสามีแพม เขาชอบกินบิสกิตเบค่อนกับเชดด้าชีส ของเขาจะออกแนวของคาว ซึ่งเจ้าตัวชอบมาก

จะ Scone หรือ Biscuit ถ้าอร่อยก็ได้หมดจ้า: D

Orange Scones

ส่วนผสม

  • แป้ง Self-raising 450 กรัม(มีขายแบบสำเร็จหรือทำเองก็ได้ค่ะ รายละเอียดอยู่ด้านล่างนะฮะ)
  • เนยจืดเย็น 4 ชต.
  • น้ำตาลทรายขาว 4 ชต.
  • ผงฟู 2 ชช.
  • เกลือ ¼ ชช.
  • ครีมสดเย็น 240 กรัม (จากนมวัว Dairy Cream) หรือใช้วิปครีมนมวัวก็ได้ค่ะ
  • นมจืดเย็น 60 กรัม
  • วนิลา 1 ชช.
  • เปลือกส้มเชื่อม 50 กรัม (ใครชอบมากกว่านี้สามารถเพิ่มได้ค่ะหรือไม่ใส่ก็ได้ถ้าจะทำเป็นแบบธรรมดา Plain)
  • ไข่แดงจากไข่ไก่ 1 ฟอง (เอาไว้ทาหน้าขนมค่ะ)

** ถ้าใครไม่สามารถหาซื้อแป้ง Self-raising ไม่ได้ สามารถทำเองได้ค่ะ ส่วนผสมมีดังนี้

DIY Self-raising Flour >>>  แป้งสาลีอเนกประสงค์ 130 กรัม + ผงฟู 1+1/2 ชช.และเกลือ1/4 ชช. ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน จากนั้นใช้ได้โดยตรงเลยจ้า…แต่จะเห็นว่าสูตร Orange Scone เราใช้ 450 กรัม ก็จัดการบวกลบคูณหารเองนะคะ

วิธีทำ

1.เริ่มจากผสมของแห้งเข้าด้วยกันในโถผสมจ้า

2.ใส่เนยเย็นลงไปจากนั้นใช้ปลายส้อมบี้เนยกับของแห้งจนส่วนผสมมีลักษณะเหมือนทรายเปียกๆ

3. ผสมครีมสด นมจืดและวนิลาเข้าด้วยกัน

4.เทส่วนผสมครีมและนมจืดลงในส่วนผสมข้อที่ 2 คลุกเคล้าให้เข้ากันจนไม่เห็นของแห้งของนวดผสมกันนานเกินไปเพราะสโคนเนื้อจะเหนียวและแข็งค่ะ สุดท้ายใส่ผลไม้อบแห้งลงไปรอบนี้แพมใช้เปลือกส้มเชื่อม หอมและอร่อยดีค่ะโดยส่วนตัวชอบกลิ่นน้ำมันของส้มหรือผลไม้จำพวก Citrus มากๆมันหอมสดชื่น เจริญอาหารยังไงไม่รู้ค่ะ 555+

5.วอมเตาอบที่อุณหภูมิ 220 C ไฟบนล่าง ไม่จำเป็นต้องเปิดพัดลม จากนั้นเตรียมถาดอบค่ะจะทาเนยปูกระดาษไขก็ได้หรือจะใช้แผ่นรองอบ Silpat

6.โรยนวลแป้งบนโต๊ะบางๆ จากนั้นคลึงแป้งโดว์สโคนเป็นรูปสี่เหลี่ยมความหนาประมาณ 1 นิ้ว ใช้ที่กดคุกกี้ กดแป้งโดว์ออกเป็นรูปวงกลม จัดเรียงลงบนถาดอบ ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางของสโคนแพมรอบนี้ประมาณ 2.5-3 นิ้วค่ะ

7.ทาหน้าสโคนด้วยไข่แดงจนครบ

8.อบสโคนที่อุณหภูมิ 220 C ไฟบนล่าง ไม่จำเป็นต้องเปิดพัดลมเป็นเวลา 12-15 นาทีหรือจนกว่าขนมจะสุก

เรียบร้อยแล้วค่ะ สโคนหอมๆ อร่อย กินกับอะไรก็อร่อย 😀

ขอให้มีความสุขกับการอบขนมนะคะ แพมรอดูการบ้านนะฮะสามารถส่งมาอวดโฉมได้ที่เฟซบุ๊คแฟนเพจ Wow Pam! นะจ๊ะ 

ปล. เพื่อนๆอาจจะงงว่า  เอ๊ะ! ทำไมบางรูปมีผิวส้มเชื่อม บางรูปไม่มี(สรุปสูตรเดียวกันมั้ยนี่่!) คืองี้ค่ะ แพมทำสองรอบ รอบแรกเป็นแบบธรรมดา(Plain) คือไม่ใส่ผิวส้ม ส่วนรอบที่สองมีผิวส้มเชื่อมเพิ่มเติมลงไปเท่านั้น แพมเลยถือโอกาสเลือกรูปสวยๆมาเขียนโพสค่ะ

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *


You Might Also Like

Devil Chocolate Chip Cookie

Devil Chocolate Chip Cookie

ตั้งแต่ทำช็อกโกแล๊ตชิพคุ้กกี้มา ครั้งนี้ถือว่าประสบความสำเร็จมากที่สุด เพราะคุกกี้อร่อยมากๆจนแทบจะหยุดกินไม่ได้ (จริงๆนะคะ ไม่ได้โม้) คือช็อกโกแล๊ตชิพคุกกี้ทั่วไปที่แพมเคยทำมาหรือเคยชิมมา ส่วนใหญ่จะกรอบไปเลย หวานเกินไป ช็อกโกแลตน้อยมากๆ ช็อกโกแล๊ตเกรดไม่ดี เป็นต้น แต่สูตรนี้ แพมให้ 5 ดาวเลยคะ ! แพมรับรองว่าถ้าใครทำตามขั้นตอนทุกอย่าง อร่อยเหาะ ถ้าทำขาย ขายดิบขายดี เทน้ำเทท่าแน่นอน!! เชื่อซิ!

WOWPAM Rosemary Shortbread

WOWPAM Rosemary Shortbread

ว่าจะไม่โพสสูตรนี้ละนะเพราะเอาจริงๆไม่อยากจะแชร์ให้ใครรู้ จะเก็บไว้คนเดียวววว…..(แรงงงงงงส์ มีคนสาปแช่งในใจลึกๆแล้ว ณ ตอนนี้ ) เขาขอโทษษษษ ก็อยากเก็บเอาไว้คนเดียวเพราะมันอร่อย มันฟิน มันเป็นสูตรลับที่แพมเชื่อว่าใครได้ลองทำดูแล้วจะถึงขั้นช็อคและแฮปปี้กับผลลัพธ์ บ้างถึงขั้นเอาไปต่อยอดเพื่อทำธุรกิจเลยทีเดียว! พูดจริงนะ คุกกี้สูตรเนี่ยะ แพมเคยทำขายอยู่ที่วัดสวนดอก จ.เชียงใหม่ช่วงนึง ขายดีมากๆๆและลูกค้าทุกคนที่ซื้อไปต้องกลับมาซื้ออีก พอไปเดินไปเจอเขาที่ไหน เขาเห็นหน้าแพม ชื่อแพมอะเขาจำไม่ได้หรอก จำได้แต่คุกกี้โรสแมรี่ของแพมเสมอ…มันเหมือนเป็นสัญลักษณ์อะไรบางอย่างให้กับแพมไปซะแล้ว…

Ultimate Chocolate Chip Cookies

Ultimate Chocolate Chip Cookies

พร้อมรึยังคะ? ถ้ายังไม่พร้อม ไม่อยากให้เริ่มทำคุกกี้ตัวนี้นะ เพราะกลัวว่าจะเสียของเปล่าๆ แพมเคยโพสสูตรเดวิ้วช็อกโกแลตชิพคุกกี้ไปแล้วครั้งนึง ซึ่งแพมขอเรียกสั้นๆว่า คุกกี้ช็อกชิพสูตรที่ 1 ละกันนะคะ ได้เสียงตอบรับกลับมาดีมากกกก ทุกคนที่ลองทำต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่าอร่อยจริงๆ บางคนถึงขั้นใช้เป็นสูตรประจำสำหรับร้าน,คาเฟ่หรือในบ้านของตัวเองไปเลย แพมได้โม้นะ คือ คุกกี้ช็อกชิพที่ไหนก็มีขาย ใครๆก็ทำขาย บางก็อร่อย แต่ส่วนใหญ่ไม่อร่อยเลยโดยเฉพาะในประเทศไทย